Search This Blog

Thursday, February 19, 2015

กฎแห่งความร่ำรวยด้วยหลักการค้าของชาวยิว (Rules of Wealth byTrade principles of Jewish)

     
   สวัสดีค่ะเพื่อนๆ  วันนี้BAAN by JAI ขอแนะนำหนังสือดีๆเกี่ยวกับเทคนิคแห่งความร่ำรวยทางการค้าชื่อหนังสือ “กฎแห่งความร่ำรวยด้วยหลักการค้าของชาวยิว” ที่ผู้เขียนซื้อช่วงลดราคาแค่ 29 บาทเท่านั้นเองแต่เป็น29บาทที่คุ้มค่ามากๆเพราะมันช่วยเปลี่ยนมุมมองเราที่มีต่อชาวยิวชนชาติที่ขึ้นทำเนียบในใจมนุษยชาติทั่วโลกว่าแทบจะเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกและมีอัจฉริยะจำนวนมากที่เป็นคนยิวเช่นอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ 
ผู้คิดค้นสมการสร้างระเบิดปรมาณู  สตีเฟน สปิลเบอร์กยอดผู้กำกับหนังฮอลลีวู้ดเจ้าของผลงาน จอร์สอีทีหรือ
จูราสิคพาร์ค ผู้ก่อตั้งกูเกิ้ลอย่างเซอร์เก้บิงก็เป็นคนยิวที่อพยพมาจากรัสเซีย มาร์ค แซคเคอบอร์คเจ้าของ
เฟสบุ๊คเป็นคนยิว  จอร์จโซรอสพ่อมดทางการเงินหรือพอล จอห์นสันผู้จัดการกองทุนเฮดฟันด์ที่ทำกำไรจาก
วิกฤติซัพไพร์มอย่างมหาศาลแต่ในขณะเดียวกันเราต่างจดจำชาวยิวมานานแสนานนับพันปีว่าเป็นพ่อค้า
ขี้โกง รู้มาก ชอบต่อรอง หน้าเลือด



     หนังสือเล่มนี้ บอกเคล็ดลับการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวหน้าและมั่นคงของชาวยิวโดยนำมาประยุกต์เข้ากับหลักการค้าของชาวญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการค้าตัวฉกาจในปัจจุบัน เป็นหลักการสากลที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกชาติและทุกยุคสมัย แบ่งออกเป็น 7 ตอนด้วยกัน ผู้เขียนขอนำเสนอสรุปสาระสำคัญบางส่วนของหนังสือให้เพื่อนๆเก็บเกี่ยวนำไปใช้..เผื่อจะร่ำรวยมั่งคั่งกันบ้างได้เลยนะคะ
   
1. ชนชาติยิวแม้ในประวัติศาสตร์จะเคยถูกโจมตี ถูกทำลายล้างชีวิตทรัพย์สินอย่างน่าอนาถจนต้องลี้ภัยกระจาย ไปตามสถานที่ต่างๆทั่วโลกแต่ชาวยิวก็ยังสามารถสร้างผลงานให้แก่โลกในหลายๆด้านได้อย่างยอดเยี่ยม
2. ชาวยิวผูกพันกับเพชรนิลจินดาเพื่อป้องกันความแปรปรวนของเศรษฐกิจ
3. ชาวยิวมีความโดดเด่นด้านสติปัญญาและได้รับการอบรมบ่มเพาะให้ขยันหมั่นเพียรแต่เด็กจึงประสบความสำเร็จในการค้า
4. ชาวยิวมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเมื่อเห็นว่าธุรกิจใดมีอนาคตก็จะกล้าลงทุนอย่างมหาศาล เช่น กิจการธนาคาร เหมืองแร่และก่อสร้างทางรถไฟ
5. แม้จะผ่านความทุกข์ยากมานานนับสองพันปีแต่ชาวยิวยังคงยึดนิสัยรักการหัวเราะและมีอารมณ์ขันซึ่งทำให้ชีวิตมีความทรหด
6. ชาวยิวกระจายอยู่ทั่วโลกและตั้งหลักแหล่งที่อเมริกาเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นแดนสววรค์ของชาวยิวและทำให้ชาวยิวได้แสดงความสามารถอย่างมาก
7. แท้จริงแล้วชาวยิวไม่ได้ตระหนี่หากแต่ชาวยิวทำธุรกิจด้านการเงินมานานจึงมีความละเอียดรอบคอบในการใช้เงินและมองว่าเงินทองคือเครื่องมือ
8. ชาวยิวกำจัดความรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยแม้จะเคยลิ้มรสความเจ็บปวดจากการแพ้สงครามและสามารถแสดงความสามารถมากมาย
9. ชาวยิวแยกเรื่องส่วนตัวกับธุรกิจหรือส่วนรวมออกจากกันอย่างเด็ดขาดมากและจะเจราจาการค้าอย่างไม่ลดราวาศอกซึ่งต่างกับคนญี่ปุ่นมาก
10.  มีการแสดงออกที่ชัดเจนไม่คลุมเครือต่างกับชาวญี่ปุ่นซึ่งมักแสดงจุดยืนคลุมเครือทำให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจผิด
11. คนญี่ปุ่นขาดอารมณ์ขันเนื่องจากมีชีวิตที่ตึงเครียดมากจึงควรผ่อนคลายและฝึกอารมณ์ขันบ้าง
12. ชาวยิวจะยึดมั่นในความคิดเห็นของตนไม่หูเบาและจะไม่เชื่อหากยังไม่ผ่านการทดสอบ
13. ชาวญี่ปุ่นรับประทานอาหารและดื่มตามประเพณีซึ่งสืบทอดกันมาและไม่ยอมปรับตัวด้านการกินตามยุคสมัยทำให้เสียเวลาในการทำธุรกิจมาก จึงควรเปลี่ยนแปลงความเคยชินเดิมๆเพื่อให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของคลื่นอารยะธรรม
14. พ่อค้าต้องรู้จักพลิกแพลงความคิดเห็นของตนให้เหมาะสม มองหลายๆมุมและเรื่องบางเรื่องแค่ปรับปรุงเล็กน้อยเงินทองก็อาจไหลมาเทมาได้
15. การทำกิจการไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่จะต้องมีการวางทั้งกลยุทธ์และยุทธวิธีเพื่อความสำเร็จของกิจการและลดความผิดพลาด
16. เพียงพลิกยุทธวิธี ก็สามารถยกระดับยอดขายให้สูงขึ้นได้
18. เพื่อให้พนักงานร่วมแรงร่วมใจให้ธุรกิจประสบความสำเร็จผู้ทำการค้าต้องพยายามหาเครื่องมือฝึกอบรมพนักงานที่มีประสิทธิภาพที่สุด
19. ความแตกต่างอย่างมากในการใช้เวลาในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบเงินทุนและระบบประกอบการระหว่างอเมริกาและญี่ปุ่น ทำให้ระบบวันหยุดของอเมริกาดีกว่าญี่ปุ่นมาก
20. เพิ่มความขยันทำให้ความฝันกลายเป็นจริง





Tuesday, February 17, 2015

LOVE:When we think of the word “LOVE”, what we think about it?


When we think of the word “LOVE”, what we think of it in those terms:
     
    1. LOVE is the only thing you get more by giving it away 
    2. Everyone needs to be loved… Especially when they do not deserve it.
    3. People are unreasonable, illogical and self- centered. Love them anyway
    4. Marry someone you love to talk to. As you get older, conversational skills will be more important than others.
    5. Watch the parking lot after prayer time. The same people, professing love for mankind five minutes prior, are now aggressively battling to gain an advantage in leaving the parking lot.
    6. Unique Medicine: A wise physician said to me “I have been practicing medicine for years and I have prescribed many things. But in the long run, I have learned that for most of what ails the human creature, the best medicine is love.


             “What if it does not work”? , I asked.
                   Double the dose,” he replied.


ฺ Before leaving we hope you will enjoy the sweetest ever love song from Diana Ross “Endless Love”


https://www.youtube.com/watch?v=6Sttk4IrIHQ
............................................................................................................................................

           เมื่อเรานึกถึงคำว่า "รัก"  เราจะคิดถึงมันในแง่เหล่านี้หรือปล่าคะ ??

            1.ความรักคือสิ่งเดียวที่คุณจะได้รับมากขึ้นโดยการให้รักไป
 2. ทุกคนต้องการที่จะได้รับความรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาไม่สมควรได้รับ
 3. ผู้คนไม่มีเหตุผล ไร้เหตุผลและยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จงรักพวกเขาต่อไป
 4.แต่งงานกับคนที่คุณรักที่จะสนทนาด้วย เพราะเมื่อคุณแก่ตัวไป ทักษะการสนทนาจะมีความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่น ๆ
ขอคั่นจังหวะอารมณ์รักด้วยเพลงรักน่ารักๆ จาก Minnie Riperton  " LOVING YOU"



https://www.youtube.com/watch?v=kE0pwJ5PMDg
 5. มองดูลานจอดรถหลังจากเวลาสวดมนต์ คนคนเดียวกันนี้กันสารภาพรักต่อเพื่อนมนุษย์ห้านาทีก่อน ตอนนี้กำลังต่อสู้อย่างจริงจังเพื่อให้ได้เปรียบในการออกลานจอดรถ
 6. ยาที่มีลักษณะเฉพาะ นักสรีระวิทยาผู้ชาญฉลาดบอกกับฉันว่า "ผมได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับยามานานหลายปีและผมได้สั่งยามากมายแต่ในระยะยาวผมได้เรียนรู้ว่า โดยมากของสิ่งที่ทำให้สัตว์มนุษย์เจ็บปวด ยาที่ดีที่สุดคือความรัก

       "แล้วถ้าความรักใช้รักษาไม่ได้ผลล่ะ?” ฉันถาม
               “ให้เพิ่มปริมาณการใช้เป็นสองเท่า" เขาตอบ

Monday, February 16, 2015

มูลค่าเพิ่มของศิลปะและการลงทุน -The added value of art and investment


       เมื่อวันที่ 4 ก.พ.58 ที่ผ่านมาผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแสดงศิลปะไทยประเพณีร่วมสมัยThaiNeotraditional Art จัดที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA) ซึ่งเป็นงานแสดงผลงาน
ของ6ศิลปินไทยประเพณีร่วมสมัย 6ท่าน ซึ่งเป็นผู้ร่วมรังสรรค์ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพุทธปทีป 
กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้แก่
  1. อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์   ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2554
  2. อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร        ศิลปินแห่งชาติคนล่าสุดปี 2557
  3. อาจารย์เริงศักดิ์บุณยวาณิชย์กุล
  4. อาจารย์สมภพ  บุตราช 
  5. อาจารย์ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ
  6. อาจารย์อลงกรณ์ หล่อวัฒนา
บรรยากาศของงานเป็นยังไง อลังการแค่ไหน ผู้เขียนเก็บภาพถ่ายมาฝากนะคะ











        Highlight ของงานอยู่ที่ช่วงเวลา16.00น. ที่ทางMOCA ได้รับเกียรติจากท่านอาจารย์ ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ประจำปี 2554 บรรยายให้แก่ผู้ร่วมงานได้รับฟังในหัวข้อ “มูลค่าเพิ่มของศิลปะและการลงทุน” ซึ่งเนื้อหาการบรรยายนี้ได้เปิดโลกทัศน์และมุมมองของผู้เขียนที่มีต่อศิลปะไปตลอดกาล เพราะในยุคปัจจุบัน ศิลปะมิได้เพียงทำหน้าที่ให้สุนทรียะแก่ผู้เสพผลงานและช่วยจรรโลงจิตใจสร้างความสุขแก่ศิลปินผู้สร้างผลงานและผู้ชื่นชมศิลปะอีกต่อไปเท่านั้น หากแต่ศิลปะได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มและเป็นการลงทุนทางเลือกของนักลงทุนและนักสะสมศิลปะ ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งtrendการลงทุนในศิลปะนี้กำลังได้รับความนิยมและน่าจับตามองอย่างยิ่งในต่างประเทศ เรียกได้ว่าเม็ดเงินหมุนเวียนแต่ละปีนั้นมหาศาลจนน่าตกใจแต่สำหรับประเทศไทย ประชาชนยังไม่ได้ถูกส่งเสริมให้เสพงานศิลปะมากเท่าต่างประเทศทำให้วงการศิลปะไม่คึกคักเท่าที่ควรและศิลปินผู้สร้างงานยังขาดการสนับสนุนจนในที่สุดศิลปินมากมายต้องหยุดสร้างผลงานไปในที่สุด 
      
    เราลองมาฟังกันดูนะคะว่าท่านอาจารย์เฉลิมชัยท่านให้แนวคิดและมุมมองต่อ“มูลค่าเพิ่มของศิลปะและการลงทุน” ไว้อย่างไรบ้าง รับฟังได้จากคลิปด้านล่างเลยนะคะ 


            Artist Talk | Thai Neotraditional โดยเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ | MOCA BANGKOK
              https://www.youtube.com/watch?v=HfdP1n5JeGA#t=24    

โดยผู้เขียนขออนุญาตสรุปประเด็นที่น่าสนใจโดยสังเขป ดังนี้ นะคะ

ให้ดูจากประวัติการได้รับรางวัล ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนและแม้ศิลปินจะเลิกสร้างผลงานในที่สุดผลงานก็ยังราคาขึ้นในอนาคตรุ่นลูกหลานของเราได้ การทุ่มเทของศิลปิน ประวัติชีวิตที่น่าสนใจ การพัฒนาของการแสดงรูปของศิลปินว่าราคาผลงานแพงขึ้นหรือไม่
    2.ผู้ลงทุนควรชอบงานหลายแนวและเข้าใจศิลปะหลายแนว
    3.ให้เริ่มเก็บผลงานแท้ของศิลปินที่เริ่มมีชื่อเสียงก่อนเช่น ผลงานราคาหลักหมื่นซึ่งเป็นการช่วยศิลปินให้อยู่รอดและสร้างงานดีๆต่อไปอีกและแม้ว่าในอนาคตเราจะไม่สามารถซื้องานที่แพงขึ้นของศิลปินนั้นได้อีก ผลงานศิลปะที่มีเราเคยซื้อไว้แล้วนั้นก็อาจราคาแพงขึ้นได้และการซื้อรูป
ตอนแพงยากกว่าซื้อตอนราคาถูก ให้เราลองเริ่มเก็งกำไรโดยอาจลงทุน2-3 แสนบาท ขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ การขอซื้อรูปราคาไม่แพงจากศิลปินที่ได้รับรางวัล เพื่อให้ศิลปินเริ่มรู้จักเราก่อน แล้วให้เราเฝ้าดูปีต่อปีว่ามีแนวโน้มมูลค่าเพิ่มหรือไม่แล้วค่อยไล่ตามซื้อผลงานเพิ่ม ผลงานของศิลปินท่านไหนไม่มีแนวโน้มเพิ่มมูลค่าก็ข้ามไปแล้วไปเก็งการลงทุนกับศิลปินอื่นๆต่อ และหากศิลปินที่เราตามซื้อผลงานแล้วมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มก็จะขายผลงานให้เราเพิ่มในราคาที่ไม่แพง
อย่างไรก็ตาม แม้การลงทุนนั้นไม่เพิ่มมูลค่า การสะสมผลงานศิลปะที่เราชื่นชอบก็ช่วยให้เรามีความสุข
     4.ช่วงเริ่มต้นศิลปินเองต้องขายผลงานราคาไม่สูงกระจายไปยังผู้ซื้อให้เยอะๆก่อนแล้วค่อยทยอยปรับราคาขึ้น
   5. ศิลปินต้องรู้จักจังหวะ ไว้ตัว และรู้จักหยุดเมื่อขายภาพได้ในระดับหนึ่ง เมื่อคนถามจะขอซื้อต้องหยุดขายแล้วบอกจะขอเก็บก่อนบ้าง อย่านำผลงานเอามาโชว์หมด ให้เว้นระยะเวลาในการขายและขายแพงขึ้นและเก็บตัวสร้างผลงานต่อศิลปินต้องหลีกเลี่ยงการขายผลงานราคาแพงมากๆในชิ้นแรกแล้วลดราคาชิ้นที่2ลงมากๆ
    6. ผู้ลงทุนงานศิลปะต้องดูการตลาดของศิลปินนั้นๆด้วย เพราะศิลปินที่มีระบบการตลาดที่ดีจะช่วยให้การลงทุนของเรามีมูลค่าเพิ่ม
    7. มีคนรวยมากมายที่ชื่นชอบศิลปะแล้วยอมทุ่มซื้อผลงานแม้จะราคาแพงมาก
    8. ระวังอย่าฟังartcollector ใส่ร้ายศิลปิน เราต้องติดตามดูเองว่าศิลปินคนนั้นๆมีความมุ่งมั่นในการสร้างผลงานจริงหรือไม่และให้ผู้ลงทุนแยกแยะระหว่างนิสัยส่วนตัวของศิลปินกับผลงานของศิลปิน
    9. ศิลปินไทยมักมีปัญหาด้านการตลาด จึงต้องหมั่นฝึกการนำเสนอกับลูกค้าหลายๆระดับและการันตีชื่อเสียงเราในอนาคตบ่อยๆ ถ้าศิลปินชัดเจนพอในความมุ่งมั่น คนฉลาดในการลงทุนจะเชื่อแล้วซื้อผลงาน
    10. การตลาดแนวอาจารย์เฉลิมชัยจะเน้นขายผู้ซื้อที่พอจะมีฐานะ มากกว่าคนรวย เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อนั้นๆรวยขึ้น และความมั่นใจในผลงานของตัวเอง จึงทำให้สามารถเน้นขายที่ลูกค้าระดับล่างก่อนดีกว่า เพราะผู้ซื้อที่รวยยังไงก็กลับมาซื้ออยู่แล้วหากศิลปินโด่งดังทั้งนี้เพื่ออวดสถานะทางสังคม 


(** Copy Right Content by BAAN by JAI )


       เป็นยังไงกันบ้างคะ เรียกได้ว่าเนื้อหาจุใจและท่านอาจารย์ตีแผ่ทุกกลยุทธ์ทั้งสำหรับผู้ลงทุนในงานศิลปะและเทคนิคการตลาดสำหรับศิลปินผู้สร้างผลงานกันอย่างหมดเปลือกจริงๆ ผู้เขียนหวังว่าคงจะพอเป็นแนวทางให้เพื่อนๆพิจารณาเลือกลงทุนในศิลปะกันได้บ้างนะคะ....ขอให้รวยๆกันทุกคนนะคะ

ใครไม่เคยอู้งานยกมือขึ้น?? (Who never slaking off at work??)



ภาพจาก: wlnh.nh1media.com

      ใครไม่เคยอู้งานยกมือขึ้น??ได้ยินคำถามแล้วคงยากที่พนักงานออฟฟิศอย่างเราๆท่านๆจะปฏิเสธได้ลงคอ การอู้งานดูจะเป็นโรคประจำตัวของคนทำงานทุกคนไม่เว้นแม้แต่ผู้บริหารลงมาจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ จะอู้บ่อยแค่ไหน อู้นานเท่าไหร่ อู้ชั่วคราว หรืออู้เรื้อรัง ขึ้นอยู่กับหลายเหตุหลายปัจจัย ดังต่อไปนี้

  1. ความกดดันและความเครียดจากตัวของงานเอง บางครั้งการอู้งานไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เพราะหากพนักงานมีความเครียดจากงานการอู้งานก็ช่วยทำให้ผ่อนคลายอิริยาบถและจิตใจได้
  2. ปัญหาส่วนตัว – เจ็บป่วย อกหัก มีปัญหาการเงิน มีปัญหาในครอบครัว พักผ่อนน้อย เที่ยวดึกเมาค้าง ทำให้ร่างกายและจิตใจไม่พร้อมที่จะทำงานและพะวงอยู่กับปัญหา
  3. มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ทำให้รู้สึกกดดันกับบรรยากาศในที่ทำงาน เข้าหน้าเพื่อนร่วมงานไม่ติดหรือพาลไปจนกระทั่งไม่อยากให้ความร่วมมือ
  4. เงินเดือน/โบนัสไม่เป็นไปตามที่หวัง – เป็นปัญหาสากลของทุกองค์กร ซึ่งขึ้นกับหลายปัจจัย เช่นนโยบายหรือผลประกอบการบริษัทไม่ดี  ทำเป้าในการขายแล้วไม่ได้ตามที่กำหนด โดนลงโทษทางวินัยทำให้ถูกตัดโบนัส เป็นพนักงานที่อายุงานมากแต่พนักงานเข้าใหม่เงินเดือนแซงหน้าเพราะวุฒิการศึกษามากกว่า หรือมีข้อตกลงตอนจ้างงานกับฝ่ายบุคคลด้วยค่าจ้างสูงกว่าทำให้รู้สึกไม่ยุติธรรมและโดนกินแรงจากเพื่อนร่วมแผนก บางคนน่าสงสารหัวหน้างานลืมปรับฐานเงินเดือนให้ทำให้เงินเดือนถูกดองยาวในขณะที่งานเท่าเดิม
  5. ถ่วง แกล้งให้งานเสร็จช้าลงรอเวลาไว้เพื่อหวังเอาประโยชน์บางอย่าง หรือทำให้ตัวเองดูมีความสำคัญ
  6. ขาดทักษะในการทำงาน ไม่เข้าใจเนื้องานดีพอ แต่ก็ไม่ยอมถามผู้มอบหมาย หรือถามแล้วผู้มอบหมายงานก็ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้
  7. จัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนของงานไม่เป็น ทำให้บริหารเวลาได้ไม่เหมาะสม
  8. การเมืองในที่ทำงาน พนักงานขาดความสามัคคี พนักงานต่อต้านหัวหน้า ชิงดีชิงเด่นกัน
  9. ขาดแรงจูงใจ รู้สึกว่างานไม่ท้าทายมากพอหรือรู้สึกว่านี่ไม่ใช่งานในฝัน
  10. ระบบการประเมินผลงาน การให้คุณให้โทษ ไม่ได้มาตรฐาน คนขยันกับคนขี้เกียจ คนมีวินัยกับคนขาดวินัยได้รับผลไม่ต่างกัน ทำให้พนักงานคิดว่าว่าทำงานมากไปหรือมีวินัยมากไปก็เท่านั้น
  11. เป็นสัญญาณของการกำลังหางานใหม่หรือได้งานใหม่แล้ว – สัญญาณนี้เป็นสัญญาณอันตรายที่องค์กร หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงานต้องเฝ้าระวังเพราะทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งมีค่ามาก เพราะบางครั้งอาจร้ายแรงสุดถึงขนาดบางที่พนักงานทิ้งงานโดยออกจากงานดื้อๆไม่แจ้งลาออกล่วงหน้า ไม่ส่งต่องาน
  12. ผู้บริหารหรือหัวหน้างานไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพนักงาน อาทิ มาสายเป็นประจำ หยุดบ่อย ไม่หมั่นตรวจสอบพฤติกรรมลูกน้อง ไม่จัดลำดับงาน ไม่แจ้งขอบเขตและเป้าหมายของงานที่ชัดเจนไม่เป็นที่ปรึกษาที่ดี ขาดความยุติธรรม ขาดความหนักแน่นในการใช้ระบบให้คุณให้โทษ
     เพื่อลดการอู้งานก่อนที่จะกลายเป็นอาการเรื้อรังและลุกลามส่งผลเสียหายกับพนักงาน ตัวงานและองค์กร ทุกๆฝ่ายควรช่วยกัน ดังนี้

หัวหน้างานและองค์กร: ใส่ใจทีมงานมากขึ้นทั้งปัญหาส่วนตัวและหมั่นสังเกตพฤติกรรมการทำงาน ให้กำลังใจ สร้างแรงจูงใจ ส่งเสริมให้พนักงานได้รับการพัฒนาทักษะการทำงาน จัดทำแผนงานที่ดีที่มีเป้าหมายชัดเจน มีความยุติธรรมในการให้คุณให้โทษ สร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีในทีมงาน พยายามรับทราบความคืบหน้าและปัญหาในการทำงานของพนักงานให้ครอบคลุมที่สุดเพื่อการวางแผนขั้นต่อไปและหากมีกรณีพนักงานละทิ้งงานหรือออกจากงานกะทันหันจะได้สามารถดำเนินงานหรือมอบหมายงานให้พนักงานคนอื่นต่อได้ องค์กรควรจัดสรรให้มีสวัสดิการต่างๆมากขึ้น
เพื่อนร่วมงาน: เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนร่วมงาน ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ใส่ใจทุกข์สุขของเพื่อนร่วมงานและเป็นตัวอย่างที่ดีในการเป็นพนักงานที่กระตือรือร้นให้กันและกัน คอยตักเตือนซึ่งกันและกัน
      ตัวพนักงานเอง: ต้องแบ่งเวลาในการใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงานให้มีสมดุล มีความรอบคอบในการใช้ชีวิตเพื่อลดปัญหาส่วนตัวที่จะส่งผลกระทบต่องานประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย มีกิจกรรมอดิเรกเพื่อลดความตึงเครียดและเพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี มีความจริงใจในการที่จะทำให้งานที่ได้รับมอบหมายลุล่วงด้วยการทำความเข้าใจเนื้องาน รายงานปัญหาในการทำงานยังหัวหน้า ประเมินตนเองตลอดเวลาเพื่อขอโอกาสองค์กร/หัวหน้างานในการรับการพัฒนาทักษะหรืออบรมเพื่อให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานดีขึ้นและเพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพของตน และเหนือสิ่งอื่นใดต้องพยายามเตือนใจตัวเองให้รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ 
   


ภาพจาก: www.slideshare.net


ทุกครั้งที่จะอู้งานจงถามตนเองเสมอว่า

“เราได้สร้างสมดุลระหว่างชีวิตทำงานและชีวิตส่วนตัวดีแค่ไหน และเราได้ทำงานให้คุ้มค่ากับที่ได้รับจ้างมาแล้วหรือยัง และเพื่อนร่วมงานหรือองค์กรจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากการอู้งานของเรา”


Original Content Copy Right By: BAAN by JAI

     

Sunday, February 15, 2015

วิธีทำกำไรในอสังหาริมทรัพย์ให้มีราคามากขึ้น (How to make more profit from real estate)

       
       

เป็นที่แน่นอนที่คนส่วนมากแล้วต้องการที่จะอาศัยอยู่ในบ้านใหม่ ใช้ของใหม่ๆ ซึ่งมีความเชื่อฝังลึกต่อๆกันมาแต่หนไหนก็ตามแต่ว่าของใหม่ย่อมดีกว่าเสมอ เพราะท่านได้อยู่ในบ้านสภาพที่ดี เจริญตาและไม่ต้องคอยซ่อมแซมความเสียหายเหมือนดังเช่นบ้านเก่า ซึ่งถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง หากท่านซื้อไว้เพื่อพักผ่อนเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าหากพูดในเรื่องของการลงทุนแล้ว บ้านใหม่เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะกับการซื้อเพื่อลงทุนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการยากที่ท่านจะซื้อบ้านใหม่ในราคาถูกกว่าท้องตลาด และขายไปในราคาที่ได้กำไรในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งท่านคงต้องถือครองไว้นานโขกว่าความเจริญจะเข้ามาถึงบ้านของท่าน เพราะบ้านจัดสรรสมัยนี้ หายากที่จะตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งของความเจริญ และท่านยังไม่สามารถจะเลือกเพื่อนบ้านของท่านได้อีกด้วย ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าเพื่อนบ้านของท่านมีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ท่านไม่มีความสุขเมื่ออยู่บ้านใกล้กัน  แน่นอนอีกว่าปัญหาเหล่านี้คงไม่ต้องพูดถึงหากท่านมีเงินมหาศาล จะปลูกบ้านใหม่ที่ไหนก็ได้ และไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องของการลงทุน

วิธีการเพื่อซื้อบ้านสำหรับการทำกำไรซึ่งได้แก่

1.ซื้อบ้านเพื่อทำกำไร   เพราะว่าบ้านหรืออาคารเก่านั้นมีข้อดีหลายอย่างที่เหมาะกับการลงทุนมากกว่าบ้านใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องดูปัจจัยของบ้านเก่าด้วยว่าน่าลงทุนมากน้อยเพียงได ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่บ้านเก่าทุกหลัง ที่จะสามารถทำกำไรให้กับท่านได้ โดยส่วนมากแล้วหลักที่ใช้ในการพิจารณาควรมีดังนี้ ได้แก่

1.1 ที่ตั้งของอาคาร ต้องอยู่ในที่ชุมชน ใกล้ศูนย์การค้า โรงเรียน ศูนย์ราชการ สวนสาธารณะ และสถานที่ๆเป็นศูนย์รวมของคนในชุมชนอื่นๆ
1.2 สภาพของอาคาร หากอาคารต้องซ่อมบำรุงมาก และยิ่งมีติดป้ายประกาศขายด่วน ยิ่งจะมีแนวโน้มที่ทำให้ท่านซื้ออาคารได้ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองของท่านเป็นสำคัญ เนื่องจากอาคารที่สภาพทรุดโทรมขาดการบำรุงรักษาเจ้าของมักไม่ค่อยสนใจในอาคารดังกล่าว หรืออาจจะมีปัญหาในการต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงอาคาร
1.3 สถานภาพการเงินของเจ้าของบ้าน หากท่านสามารถรู้ได้ว่าเจ้าของบ้านหลังไหนมีปัญหาด้านการเงินอยู่หรือติดหนี้สินรุงรังแล้วละก็เป็นโอกาสอันดีที่ท่านจะไปเจรจาขอซื้อบ้านในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดได้เพราะเขาเหลานั้นกำลังต้องการเงินเพื่อมาปลดภาระหนักของเขาเอง
1.4 สภาพแวดล้อมโดยรอบ ไม่ว่าท่าจะจะปรับปรุงบ้านให้ดีขึ้นขนาดไหน แต่หากสภาพของบ้านข้างๆและบริเวณย่านของบ้านท่านดูไม่ดีแล้วมักจะทำให้ขายได้อยากและได้กำไรไม่มากเท่าไหร่ซึ่งมีวิธีแก้ไขอยู่อย่างหนึ่งคือควรรวมกลุ่มเข้าไปขอซื้อบ้านบริเวณนั้นหลายๆหลังแล้วร่วมกันพัฒนาเพื่อทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น

2.การเพิ่มมูลค่าให้กับบ้าน   มีแนวทางอยู่หลายทาง ซึ่งเมื่อท่านทำแล้วท่านสามารถประกาศขายได้ทันที หรือไม่อย่างน้อยๆท่านก็ได้อาศัยอยู่ในบ้านที่มีสภาพถูกใจท่าน และวิธีการเพิ่มมูลค่าให้กับบ้าน คือ

2.1 ทำให้บ้านของท่านดูใหม่ ทาสีใหม่ ตัดหญ้า จัดเก็บข้าวของที่รกรุงรังให้เข้าที่เข้าทาง เก็บเศษของที่ไม่ใช้ทิ้งไปเสีย
2.2 เพิ่มมุมมองที่ดีให้กับบ้าน เช่น จัดสวน เปิดโล่งในบางจุด ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งทางที่ดีควรปรึกษานักออกแบบ
2.3 นำแสงธรรมชาติเข้ามาในบ้านจะช่วยให้บ้านดูสว่างและน่าอยู่โดยการเปิดให้แสงเข้ามาตรงผนังหรือหลังคาบางช่วง
2.4 ตกแต่งแบบมีสไตล์ซึ่งจะทำให้บ้านของท่านดูมีมูลค่าขึ้นมาอีกมาก
2.5 ปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยของบ้าน ให้เป็นที่ต้องการของตลาดเช่น ปรับเป็นร้านค้า เกสเฮ้าส์ หรืออื่นๆซึ่งอาคารที่สามารถใช้หาเงินได้ มักจะมีราคามากกว่าอาคารธรรมดาทั่วไป
2.6 เพิ่มต้นไม้ จัดสวน ช่วยสร้างบรรยากาศที่น่าอยู่ให้กับบ้าน ยิ่งบ้านที่อยู่ในเมือง ในป่าคอนกรีต ต้นไม้ยิ่งมีค่ามาก

Credit: http://www.gulfinvestmentcorp.com

การตกแต่งบ้านสไตล์โบฮีเมียน (Bohemian Home Decoration)


     สวัสดีค่ะ ยุคนี้สมัยนี้จะตกแต่งบ้านทั้งทีก็ต้องใช้งบเยอะ หลายๆคนคงพยายามหาทางประหยัดเงินในการแต่งบ้านโดยที่เรายังสามารถใส่จินตนาการและรสนิยมของเราเองโดยหยิบจับของต่างๆรอบๆตัวที่เรามีอยู่แล้วมาผสมผสานให้ลงตัวโดยไม่ต้องสนใจกฎเกณฑ์ให้หนักสมอง วันนี้ BAAN By JAI จึงขอนำเสนอการตกแต่งบ้านสไตล์โบฮีเมียน(Bohemian) เพือเป็นอีกทางเลือกให้กับผู้รักการแต่งบ้านนะคะ 


 การตกแต่งบ้านสไตล์โบฮีเมียน(Bohemian) เป็นการตกแต่งเน้นการผสมผสานวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่แตกต่างหลากหลายคำว่า Boehemianism มีความเกี่ยวพันกับการใช้ชีวิตที่ไม่อิงกับกรอบประเพณีนิยมของเหล่าศิลปิน นักเขียน นักดนตรี และนักแสดงในทวีปยุโรป โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศส ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 “Bohemian” เป็นคำใช้เรียกชาวโรมาเนียในประเทศฝรั่งเศสซึ่งเดินทางมาถึงยุโรปตะวันตกผ่านสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน ความเป็นโบฮีเมียนนั้น คือการเที่ยวเตร่ ร่อนเร่ ผจญภัยและการมีใจรักในศิลปะ วรรณกรรม ดนตรีและการแสดงประเภทต่างๆ 




        การตกแต่งเน้นการเลือกใช้สีจัดจ้านหลากหลายร่วมกันแบบสบายๆไร้กฎเกณฑ์ให้ความสำคัญกับงานฝีมือและความเฉพาะพิเศษส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นการเย็บปะติดเศษผ้า, การร้อยลูกปัด, การปักลายด้วยมือเพื่อสร้างพื้นผิวและลวดลายแปลกตาเป็นรูปแบบที่เน้นความกล้าหาญที่จะหลุดออกจากกฎเกณฑ์เดิมๆไม่ว่าจะเป็นหลักการใช้สี, ลวดลาย, พื้นผิวและหลักการออกแบบเบื้องต้นเพื่อสร้างบรรยากาศสบายๆและสนุกสนานมากกว่าความหรูหราสง่างาม

การใช้สีเน้นการสร้างความประหลาดใจคาดเดาไม่ได้ สีสันที่ใช้มักเป็นสีสดใส อาจเป็นการทาสีผนังแบบหยาบๆโชว์พื้นผิวไม่เป็นระเบียบหรือการวาดลวดลายด้วยมือบนเครื่องเรือนต่างๆ อาจมีการนำวัสดุแปลกๆเช่นก้อนหิน เศษผ้า หรือเศษกระดาษมาประดับตกแต่ง  นอกจากนี้เรายังสามารถตกแต่งบ้านด้วยเครื่องเรือนมือสองที่นำมาชุบชีวิตใหม่และการจัดแสดงข้าวของที่เก็บสะสมไว้ตามวาระพิเศษต่างๆ โดยแต่ละชิ้นมีเรื่องราวและที่มาที่ไปไม่ซ้ำกันหรือ


การนำวัสดุเหลือใช้มาประยุกต์เป็นของแต่งบ้านร่วมสมัยและรวมไปถึงการสะท้อนความเป็นตัวตนผ่านการตกแต่ง เช่น การจัดแสดงหนังสือเล่มโปรด งานศิลปะที่ชื่นชอบ ซีดีเพลงที่มีความหมายกับความทรงจำและของสะสมตั้งแต่วัยเยาว์ สรุปคือเน้นการจัดวางเพื่อเล่าเรื่องราวมากกว่าการจัดเก็บเพื่อความเรียบร้อย ตลาดขายของเก่าคือสวรรค์ของการตกแต่งบ้านสไตล์นี้น่าสนุกท้าทายกับการทดลองจัดวางข้าวของที่อาจดูไม่เข้ากันในกลมกลืนกันได้













Credit: cucinoliving.com

Saturday, February 14, 2015

20 Ways to Relax at Work

When you thinking of relaxing, you probably don’t think of your workplace.  In fact, most corporate work environments are far from relaxing, instead being a mass of negativity, stress, hurry, and self-inflicted time management.

However, just because everyone in your workplace is running around like their hair is on fire, it does not mean that you have to do the same. Want to stay one step ahead at work?
Today we have 20 tips to make your work life a little less stressful and just a little more relaxing.

  1. Prepare for your day by doing your homework the night before.
  2. Take the stairs while everyone else is waiting on the elevator.
  3. Cut back on collateral duties if they are keeping you from getting your real job done.
  4. Decline meetings that you do not need to attend.
  5. Arrive 30 minutes before your team do, you will get more done in that time than all day.  (Try an hour early!)
  6. Have a positive attitude even when those around you do not.
  7. Do not respond to that email until tomorrow.
  8. Park a little further from the door instead of desperately seeking a spot.
  9. Finish that project 5 days before its deadline.
  10. Be early to meetings by 10 minutes.
  11. Review your calendar for the next week to avoid any surprises.
  12. Keep your phone on silent and turn off your email notifications.
  13. Don’t do what everyone else is doing.
  14. Go for a walk if you need a productivity boost.
  15. Once a week, skip lunch and do something that is important to advancing your goals.
  16. Don’t schedule back-to-back meetings.
  17. Turn off your phone when you are doing creative work.
  18. Shut your door when you need privacy.
  19. Go see people in person when possible, a conversation is worth 20 emails.
  20. Go out of your way to praise people for their hard work.
Credit: http://timemanagementninja.com/2010/12/20-ways-to-relax-at-work/